W60_Working_hours_แก้-01

เราทำงานหนักไปเพื่ออะไร ? : สำรวจชั่วโมงการทำงาน (Working Hours) ของประเทศต่าง ๆ

1 มีนาคม 2565

              การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์มานานกว่าร้อยปี เราทำงานใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน เรียกได้ว่าเวลาในชีวิตของเราส่วนใหญ่นั้นอยู่ที่ทำงานมากกว่าที่บ้านเสียอีก โดยเฉพาะในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนา-อย่างรวดเร็ว ทำให้การทำงานจากที่บ้านหรือ Work from home กลายมาเป็นรูปแบบการทำงานใหม่ ที่ส่งผลให้วิถี-ชีวิตของแรงงานต้องตื่นตัวทำงานอยู่ตลอดเวลา การส่งข้อความมาสั่งงานวันหยุดกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่แรงงานยุคใหม่ต้องเจอ

               The Tropical ชวนค้นหาคำถามที่หลายคนสงสัย เราทำงานหนักไปเพื่ออะไร ? ผ่านการย้อนดูสถิติชั่วโมงการทำงาน (Working hours) ที่สะท้อนให้เห็นพัฒนาการการทำงานของของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โยงใยไปถึงเรื่องสังคมการเมืองที่เกี่ยวพันกับชีวิตเราอย่างแนบแน่น

การต่อสู้เพื่อชั่วโมงการทำงาน

             หากเราย้อนดูสถิติการทำงานของคนทั่วโลกต่อปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 ถึงปัจจุบัน จะพบว่าแรงงานในปัจจุบันมีชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง

               จากข้อมูลในเว็บไซต์ https://ourworldindata.org/ ที่รวบรวมสถิติชั่วโมงการทำงานต่อปีของแรงงานหนึ่งคน โดยเก็บสถิติจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนำมาเขียนกราฟจะพบว่า มนุษย์มีชั่วโมงการทำงานน้อยลงยกตัวอย่างในประเทศเยอรมัน ที่ในปี ค.ศ.1870 แรงงานหนึ่งคนต้องทำงานปีละ 3,284 ชั่วโมง แต่ในปี ค.ศ.2017 ชั่วโมงการทำงานน้อยลงมาถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ประเทศอังกฤษต้นกำเนิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม แรงงานนั้นมีชั่วโมงการทำงานที่-น้อยลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน

                คำถามต่อมาคือ เพราะอะไร ? หากลองดูช่วงเวลาที่ชั่วโมงในการทำงานของแรงงานน้อยลงทั่วโลกนั้น อยู่ในช่วง ค.ศ.1913-1938 ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงมหาศาลจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ.1929 แต่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของชั่วโมงการทำงาน ก็คือ การลุกขึ้นสู้

                หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เหล่านายทุนผู้มีปัจจัยการผลิตอย่างเงินทุนและที่ดิน ต่างก็กอบโกยผลกำไรจากการขูดรีดค่าแรงของแรงงานกันอย่างมหาศาล ในปี ค.ศ.1906 ที่ประเทศอังกฤษ แรงงานผู้หญิงและเด็กต้องทำงานมากกว่าวันละ 10 ชั่วโมงในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เลวร้าย เช่น ห้องทำงานสกปรกมีแต่เชื้อโรค อากาศหนาว-จัด พวกเขาต้องอดทนทำทั้งหมดนั้นเพื่อแลกกับค่าแรงแสนถูก ในขณะที่นายทุนต่างร่ำรวยมหาศาลจากการกระทำเช่นนี้

                 เมื่อมีการกดขี่ เหล่าแรงงานก็ต้องลุกขึ้นสู้ มีนักกิจกรรมหลายคนเริ่มออกมาเรียกร้องให้เหล่านายทุนมองแรงงานเป็นมนุษย์ที่ควรมีเวลาพักผ่อนและควรได้รับค่าแรงที่ยุติธรรม ตัวอย่างเช่น Mary Macarthur ลูกสาวนักธุรกิจชาวอังกฤษที่ทนเห็นสภาพแรงงานที่ถูกกดขี่ไม่ไหว เธอตัดสินใจก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Woman Worker ในปี ค.ศ. 1907 เพื่อให้ความรู้แก่แรงงานผู้หญิงว่า พวกเธอไม่ควรยอมจำนนต่ออำนาจของเหล่านายทุนที่เห็นแก่ตัว เหล่า-แรงงานต้องรวมพลังกันเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับมากกว่านี้

                 ผลจากการสื่อสาร ทำให้อังกฤษออกกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำในปี ค.ศ.1909 (The 1909 Trade Boards Act) เป็นผลสำเร็จ โดยเริ่มต้นใช้กับโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ก่อน การต่อสู้ในครั้งนั้นส่งผลกระทบไปทั่วโลก เมื่อเหล่าแรงงานเริ่มตระหนักรู้ถึงสิทธิของตนเอง ทั้งการออกมาเดินขบวนประท้วง การรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง จนก่อให้เกิดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO (International Labour Organization) ที่มีภารกิจส่งเสริมให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีและคำนึงถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ในปี ค.ศ.1919 การเกิดขึ้นของ ILO ส่งผลให้เกิดอนุสัญญาฉบับแรกที่จำกัดชั่วโมงทำงานให้เหลือวันละ 8 ชั่วโมงจนมาถึงปัจจุบัน

นอกจากการเกิดขึ้นของอนุสัญญาแล้ว ยังมีปัจจัยอีกเรื่องที่ส่งผลให้สถิติชั่วโมงการทำงานของแรงงานลดลง

มีทักษะแล้วทำงานน้อยลง  

               จากสถิติข้อมูลในเว็บไซต์ https://ourworldindata.org/ พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชั่วโมงการทำงานน้อยลงคือ “ผลิตภาพแรงงาน” คือความสามารถของแรงงานในการผลิตสินค้า เช่น แรงงานที่ผลิตขนมปังได้ 10 ชิ้นในหนึ่งชั่วโมง ย่อมมีผลิตภาพแรงงานที่ผลิตขนมปังชนิดเดียวกันได้ 5 ชิ้นในหนึ่งชั่วโมง ซึ่งผลิตภาพเกิดจากการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและพัฒนาทักษะแรงงาน โดยจากสถิติข้อมูลพบว่าในประเทศที่มีอัตราผลิตภาพแรงงานที่สูงอย่างประเทศเยอรมัน นอร์เวย์ มักจะมีชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง ตรงกันข้ามกับประเทศที่มีผลิตภาพน้อยอย่าง ประเทศ-พม่า บังกลาเทศ ที่มีชั่วโมงการทำงานสูงเป็นอันดับต้น ๆ

                  จากสถิติข้อมูลที่กล่าวมา อาจทำให้หลายคนคิดว่าชีวิตแรงงานในปัจจุบันน่าจะมีชีวิตที่ลงตัวแล้วด้วยอนุสัญญาที่คำนึงถึงสิทธิแรงงาน หรือถ้าอยากทำงานน้อยลงก็พัฒนาตัวเองหาความรู้ใส่ตัว แต่ความเป็นจริงแล้วชีวิตแรงงานนั้นไม่ได้สวยหรูเหมือนในละคร

ชีวิตจริงที่ไร้อำนาจต่อรอง

               แม้จะมีอนุสัญญาออกมารับรอง กฎหมายแรงงานก็เขียนไว้ว่าแรงงานควรมีเวลาทำงานและพักผ่อนตามสิทธิ แต่แรงงานจากทั่วโลกก็ยังต้องโดนกดขี่

               ที่เกาหลีใต้ในช่วงปี ค.ศ.1970 เหล่าแรงงานต้องทำงานถึงวันละ 10-12 ชั่วโมง เพื่อสร้างกำไรให้นายทุนบริษัทใหญ่ ทั้งที่กฎหมายแรงงานเขียนระบุไว้ชัดเจนตามอนุสัญญาของ ILO ในเรื่องกฎระเบียบที่นายจ้างต้องดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงาน แต่กฎหมายนั้นก็เป็นเพียงตัวหนังสือบนกระดาษที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ จนในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.1970 ชอน แท-อิล (Jeon Tae-il) แรงงานหนุ่มวัย 22 ปี ตัดสินใจประท้วงจุดไฟเผาตัวเองจนเสียชีวิต พร้อมวิ่งไปตามถนนและตะโกนว่า “เราไม่ใช่เครื่องจักร” “รักษากฎหมายแรงงานด้วย”

                ในปี ค.ศ.2008 จากรายงาน Silenced to Deliver: Mobile phone manufacturing in China and the Philippines จัดพิมพ์โดย SOMO และ SwedWatch องค์การ NGO ที่ศึกษาชีวิตแรงงานในประเทศจีนและฟิลิปปินส์ที่ทำงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ พบข้อมูลว่าในชั่วโมงเร่งด่วน นายจ้างจะเรียกร้องให้แรงงานทำงานถึงวันละ 10-12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6-7 วัน แลกกับค่าแรงขั้นต่ำที่น้อยนิดเพียงเท่านั้น

                แม้กฎหมายจะเขียนครอบคลุมไว้ แต่ความเป็นจริง หากแรงงานสักคนจะลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากการขาดต้นทุนชีวิต แรงงานหลายคนมีการศึกษาที่ต่ำ ไม่มีโอกาสในการเลือกอาชีพมากนัก “หากไม่ทำงานก็ลาออกไป ยังมีคนอยากทำงานนี้อีกเยอะ” คำพูดสูตรสำเร็จที่ไม่ได้มีแค่ในละคร แต่เกิดขึ้นจริงกับเหล่าแรงงานไร้อำนาจต่อรองจากทั่วโลก

ย้อนมองชีวิตแรงงานในประเทศไทย

                สถิติการทำงานของแรงงานไทยในปี ค.ศ.2017 มีชั่วโมงการทำงานสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก คือแรงงานหนึ่งคนต้องทำงานถึงปีละ 2,455 ชั่วโมง รวมทั้งในปี ค.ศ.2021 กรุงเทพมหานคร ติดอันดับเมืองหลวงที่มีคทำงานหนักมากเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดจากจำนวนชั่วโมงการทำงาน สิทธิการลาพักร้อน ความปลอดภัยของเมือง สภาพอากาศ ฯลฯ

                คนไทยทำงานกันหนักขนาดนี้ แต่ค่าแรงขั้นต่ำของไทยกลับขึ้นแค่เพียงวันละ 13-36 บาทต่อวันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ 313-336 บาท ทั้งที่ราคาสินค้ากลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                หากมองตัวอย่างในประเทศที่มีชั่วโมงการทำงานที่น้อยอย่างสวีเดน ฟินแลนด์ เยอรมันพบว่าแรงงานมีอำนาจต่อรองกับนายจ้าง เพราะการมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง โดยมีประชาชนที่อยู่ในสหภาพแรงงานสูงถึง 60-70% เมื่อแรงงานรวมตัวกันมากขนาดนี้ย่อมมีอำนาจในการต่อรองและเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับ หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ในยุค 70-80 ก็มีการเกิดขึ้นของสหภาพแรงงานจำนวนมาก เพื่อลุกขึ้นต่อสู้กับการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม กลับมาที่ประเทศไทย คนที่อยู่ในสหภาพแรงงานมีเพียง 1.6% ของกำลังแรงงานทั้งหมด สหภาพแรงงานกลับถูกทำให้อ่อนแรงลงนับตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 โดยกลุ่มผู้มีอำนาจ นายทุน แรงงานหลายชีวิตกลับถูกทำให้ยอมจำนวน ไม่มีสิทธิมีเสียงในการส่งเสียงเรียกร้อง

                  “แล้วทำไมไม่เริ่มต้นที่ตัวเอง ทำไมไม่ขยัน” ความคิดมักง่ายของคนบางส่วนที่คิดว่าแรงงานไม่มีการศึกษาจะมาเรียกร้องอะไร ทำไมไม่เอาเวลาไปพัฒนาฝีมือ แล้วค่อยมาเรียกร้องค่าแรงหรือชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง

                แม้ข้อมูลจากสถิติจะบอกเราว่า แรงงานต้องพัฒนาฝีมือ พัฒนาความรู้ตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีผลิตภาพที่สูงถึงจะมีชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง แต่สิ่งที่ต้องคำนึงควบคู่ไปกับผลิตภาพของแรงงานคือเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ หากประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ย่อมไม่สร้างแรงจูงให้แรงงานพัฒนาตนเองให้มีผลิตภาพเพิ่มขึ้น หรือแรงงานที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจนจะหาเวลาที่ไหนมาพัฒนาตนเอง ชีวิตแต่ละวันล้วนต้องทำงานหนักเพื่อให้มีชีวิตรอดไปวัน ๆ ซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาส่งเสริมการพัฒนาฝีมือของแรงงาน ทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว  ในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ  

                 ยังไม่ต้องพูดถึงสิทธิสวัสดิการที่คุ้มครองดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างทั่วถึง ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่แค่การโยนเศษเงินจากภาษีประชาชนมาให้แรงงานต้องคอยลุ้นลงทะเบียนว่าจะได้สิทธินั้นหรือไม่ แถมยังมีข้อจำกัดจากระบบราชการอีกสารพัดในการได้รับสิทธิสวัสดิการ รวมไปถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐที่มักจะเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนมากกว่าแรงงานอยู่เสมอ เช่น การไม่มีกฎหมายป้องกันการผูกขาด ย่อมทำให้นายทุนใหญ่มีอำนาจในการทำกำไรมากขึ้น ในขณะที่ตัวเลือกของแรงงานนั้นถูกบีบลดลง

                 อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณคิดว่าประเทศไทยมีสิ่งเหล่านั้นหรือยัง ถามตัวเองว่าทุกวันนี้พวกเราเหล่าแรงงานต้องทำงานหนักอันดับต้น ๆ ของโลกไปเพื่อใคร มันทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือเปล่า พ่อแม่ พี่น้องคนรักของเรามีชีวิตที่ดีขึ้นจากการทำงานหนักเกินมาตรฐานมนุษย์ของเราหรือไม่ 

                ถ้าคิดว่ายังไม่มี สิ่งที่จะแก้ไขได้ไม่ใช่การเฝ้ารอความหวังจากชนชั้นนำผู้ได้ประโยชน์จากการกดขี่ ไม่ใช่การเฝ้ารอให้มีประธานบริษัทปลอมตัวเป็น รปภ. เพื่อจะมาเข้าอกเข้าใจชีวิตแรงงานเหมือนในละครคุณธรรม                 

แต่มันต้องการเสียงเรียกร้องจากแรงงานผู้ถูกกดขี่ทุกคน

โกษม โกยทอง

เรื่อง

ภัทราภรณ์ สงสาร

ภาพประกอบ